top of page

AI คืออะไร? เข้าใจปัญญาประดิษฐ์ตั้งแต่พื้นฐาน หลักการทำงาน ประเภท และการใช้งานจริง

อัปเดตเมื่อ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

AI คืออะไร

แนวคิดเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1943 จากการเสนอแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมของวอร์เรน แมคคัลล็อกและวอลเตอร์ พิตต์ส จากนั้นจึงมีการใช้คำว่า Artificial Intelligence ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1956 ในงานประชุมดาร์ตมัท (Dartmouth) และตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 เป็นต้นมา เทคโนโลยี Machine Learning และ Deep Learning ได้ทำให้ AI กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ในปัจจุบัน ผู้คนทุกอาชีพสามารถป้อนข้อความ คำสั่ง หรือคำถามกับ AI ได้ด้วยภาษาปกติ (Prompt) จนเกิดกระแสการใช้งาน Generative AI ไปทั่วโลกในการช่วยเขียนบทความ ออกแบบรูปภาพ หรือช่วยเขียนโปรแกรม เพื่อไขความกระจ่าง บทความนี้จึงขอพาผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักกับ AI แท้จริงแล้ว AI คืออะไร และมีหลักการทำงานอย่างไร ประเภท รวมถึงการใช้งานจริง

AI คืออะไร

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือเทคโนโลยีที่มีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มศักยภาพให้กับคอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์ หรือเครื่องจักร เป็นการจำลองการเรียนรู้ การทำความเข้าใจ การแก้ปัญหา การตัดสินใจ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการทำงานอย่างอิสระเหมือนมนุษย์ เพื่อให้เข้าใจว่า AI คืออะไร ยกตัวอย่างได้จากเทคโนโลยีที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่

การปลดล็อกโทรศัพท์ด้วย Face ID – การใช้ระบบจดจำใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตน

  • ผู้ช่วยอัจฉริยะ – ทำให้ AI เข้าใจภาษามนุษย์และตอบสนองด้วยเสียง

  • ระบบแนะนำวิดีโอหรือสินค้า – เป็น AI การตลาดบนแอปพลิเคชัน Tiktok หรือ Lazada เป็นต้น ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน และแนะนำคลิปหรือสินค้าที่ตรงกับความต้องการ

  • การใช้เครื่องมือค้นหา – ใช้อัลกอริทึม AI เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตรงกับความต้องการมากที่สุด

  • การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ – ใช้ AI ประมวลผลภาษาต่าง ๆ และแปลข้อความให้ผู้ใช้งานรับทราบทันที

  • รถยนต์ไร้คนขับ – ใช้ AI วิเคราะห์สภาพแวดล้อมและตัดสินใจขับเคลื่อนโดยไม่ต้องมีคนควบคุม

AI มีอะไรบ้าง

ปัจจุบันเราพบเห็นการใช้งาน AI ได้ทั่วไป โดย AI มีอะไรบ้างนั้น สามารถแบ่งตามประเภทของการปฏิสัมพันธ์ได้ดังนี้

1. AI ในชีวิตประจำวัน

  • ผู้ช่วยเสมือน (Virtual Assistants) คือ โปรแกรมหรือระบบที่ใช้ AI และการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) เพื่อเข้าใจคำสั่งของผู้ใช้ AI จะเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้เพื่อปรับการตอบสนองให้ตรงความต้องการมากขึ้น ทั้งยังเชื่อมต่อกับบริการอื่น ๆ เช่น ปฏิทิน อีเมล แอปพลิเคชัน และอุปกรณ์ IoT เพื่อดำเนินการตามคำสั่งโดยอัตโนมัติ

  • ระบบแนะนำ (Recommendation Engines) คือ ระบบที่ใช้ AI และ Machine Learning ในการวิเคราะห์ข้อมูลและพฤติกรรมของผู้ใช้ จากนั้นนำเสนอสิ่งที่ผู้ใช้น่าจะสนใจหรือเหมาะสมกับความต้องการ โดยระบบจะวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้ที่มีความคล้ายกัน รวมถึงคุณสมบัติของสินค้าหรือเนื้อหาที่ผู้ใช้เคยให้ความสนใจ

  • การนำทางและการเดินทาง (Navigation) คือ การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์ เพื่อให้แนะนำเส้นทางที่เหมาะสมและคาดการณ์เวลาเดินทาง โดย AI จะช่วยสร้างแผนการเดินทางที่ปรับตามความสนใจของผู้ใช้ ทั้งยังสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงและแจ้งเตือนสถานการณ์เกี่ยวกับการเดินทางได้อีกด้วย

  • โซเชียลมีเดีย คือ ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ เพื่อเลือกโพสต์ วิดีโอ หรือโฆษณาที่ผู้ใช้มีแนวโน้มในการมีส่วนร่วมสูงสุด โดย AI ของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะจัดการฟีดข่าว วิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้ ตรวจจับและจัดการเนื้อหาข้อความที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล ทั้งยังปลอดภัยมากขึ้นสำหรับผู้ใช้และถึงธุรกิจ

2. เครื่องมือ AI เฉพาะทาง (Generative AI)

  • ข้อความและโคด โดย AI ช่วยให้ทั้งผู้ใช้ทั่วไปและนักพัฒนาสามารถสร้างเนื้อหาและเขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสนทนาและตอบคำถาม ซึ่ง AI สามารถโต้ตอบเหมือนมนุษย์และช่วยอธิบายเนื้อหาที่ซับซ้อน หรือเป็นผู้ช่วยนักพัฒนาวิเคราะห์โคด ช่วยเขียนโคดอัตโนมัติ ตรวจหาข้อผิดพลาด (bugs) และแนะนำการแก้ไข จึงเป็นการลดเวลาในการพัฒนาโปรแกรม

  • การสร้างภาพและวิดีโอ โดย AI สามารถสร้างสรรค์สื่อใหม่ ๆ ได้จากคำสั่งหรือ prompt ของผู้ใช้ ซึ่งมี AI Software จากบริษัท AI หลายแห่งที่เพียงเขียนคำสั่งก็สามารถสร้างภาพได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการสร้างวิดีโอจากข้อความหรือภาพนิ่ง หรือวิดีโอที่มีผู้พูดเสมือนจริง (AI avatars) สำหรับการนำเสนอหรือการเรียนการสอน ก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน

  • การค้นหาและวิจัย โดย AI ไม่เพียงแค่แสดงผลลัพธ์การค้นหา แต่ยังสรุปข้อมูลจากหลายแหล่งให้เป็นคำตอบที่กระชับและเข้าใจง่าย ช่วยให้นักวิจัยค้นหา วิเคราะห์บทความวิชาการจำนวนมาก และดึงข้อมูลสำคัญออกมาอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้น AI ยังช่วยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของข้อมูลและสรุปบทความได้อีกด้วย

3. การใช้งานเฉพาะอุตสาหกรรม

  • การแพทย์ การพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจนกลายเป็น AI Solutions ที่ช่วยในการวินิจฉัยโรค สามารถตรวจหามะเร็งหรือโรคหัวใจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ใช้ AI ควบคุมหุ่นยนต์ผ่าตัด เพิ่มความแม่นยำ ลดความเสี่ยงและช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น ใช้ AI ในการจำลองและทดสอบโมเลกุลใหม่ ๆ ลดเวลาและต้นทุนในการพัฒนายา เป็นต้น

  • การเงิน การใช้ AI วิเคราะห์ธุรกรรมแบบเรียลไทม์เพื่อค้นหาความผิดปกติ ป้องกันการฉ้อโกงทางการเงิน ใช้ Machine Learning ประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงินของลูกค้าซึ่งจะมีความแม่นยำและรวดเร็วกว่าแบบดั้งเดิม ทั้งยังสามารถใช้ AI ตรวจสอบ รวมถึงติดตามธุรกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับทางการเงิน

  • ยานยนต์ไร้คนขับ หลักการทำงานของ AI ในรถยนต์ไร้คนขับเป็นการใช้เซนเซอร์ เช่น กล้อง เรดาร์ เพื่อเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อม จากนั้น AI จะวิเคราะห์ข้อมูลในการระบุวัตถุเพื่อเลือกการกระทำที่เหมาะสม เช่น เบรก เลี้ยว หรือเปลี่ยนเลน โดยใช้เทคโนโลยี Machine Learning และ Deep Learning ปรับปรุงความแม่นยำจากประสบการณ์จริง

  • การเกษตร AI มีส่วนช่วยในการตรวจสอบสุขภาพพืช โดยโดรนและหุ่นยนต์จะถ่ายภาพวิเคราะห์สภาพ ความต้องการของพืช และปรับการให้น้ำหรือปุ๋ยอัตโนมัติ ลดการสิ้นเปลืองและเพิ่มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ AI ยังสามารถใช้ข้อมูลจากสภาพอากาศ ดิน และการเพาะปลูก เพื่อคาดการณ์ผลผลิตล่วงหน้า ช่วยให้เกษตรกรวางแผนได้แม่นยำ

4. ธุรกิจและการเพิ่มประสิทธิภาพ

  • การบริการลูกค้า โดยการใช้แชตบอต AI ทำให้สามารถบริการด้านการตอบคำถามทั่วไปได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ นอกจากนั้นยังใช้งาน Predictive AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อคาดการณ์แนวโน้มตลาด ความต้องการของลูกค้า และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

  • ผู้ช่วยประชุม ไม่ว่าจะเป็นบันทึกเสียงการประชุมและถอดข้อความอัตโนมัติ สร้างเอกสารสรุปประเด็นสำคัญ รวมถึงวิเคราะห์การมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วม AI Software ก็สามารถจัดการงานต่าง ๆ รวมถึงช่วยยกระดับการประชุมในองค์กรและการทำงานออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

AI มีหลักการทำงานอย่างไร

AI ทำงานโดยการจำลองสติปัญญาของมนุษย์ผ่านวงจรการเก็บข้อมูล การฝึกฝน และการอนุมาน (Inference) ซึ่งใช้วิธีค้นหารูปแบบทางคณิตศาสตร์จากข้อมูลจำนวนมหาศาลในการทำนายหรือสร้างเนื้อหาใหม่ เนื้อหาด้านล่างจะแสดงให้เห็นว่าขั้นตอนการทำงานของ AI คืออะไร และมีหลักการทำงานอย่างไร

1. การเก็บและเตรียมข้อมูล (Data Collection & Preparation)

การเก็บรวบรวมชุดข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น ข้อความ ภาพ หรือข้อมูลจากเซนเซอร์ ซึ่งกระบวนการเตรียมข้อมูลเกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายในองค์กรและบริษัทพัฒนา AI โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมีบทบาทสำคัญในการกำหนดว่าข้อมูลใดถูกต้องและมีความหมาย รวมถึงการลบข้อผิดพลาดหรือความไม่สอดคล้อง เพื่อให้ AI เรียนรู้แต่ข้อมูลที่ถูกต้อง

2. ขั้นตอนการฝึกฝน (Training Phase – Learning)

เมื่อ AI ดูภาพนกที่มีการติดป้ายกำกับหลายพันภาพ AI จะเรียนรู้ว่าสิ่งมีชีวิตที่มีขนและจะงอยปากคือนก ซึ่งนี่เป็นกระบวนการจดจำรูปแบบของ AI โดยที่ AI จะใช้งานโครงข่ายประสาทเทียม (Neural Networks) ซึ่งเป็นสิ่งที่เลียนแบบมาจากสมองมนุษย์ในการประมวลผลข้อมูล ซึ่งแต่ละชั้นจะค้นหาคุณลักษณะที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ และถ้าพบความผิดพลาดระหว่างการฝึก AI จะปรับแต่งความสำคัญของคุณลักษณะเพื่อให้เข้าใกล้คำตอบที่ถูกต้องมากขึ้น

3. ขั้นตอนการอนุมาน (Inference Phase – Acting)

การแสดงศักยภาพจริงของ AI ด้วยการนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้กับข้อมูลใหม่ เมื่อ AI ได้รับข้อมูลที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันจะใช้รูปแบบที่เรียนรู้มาเพื่อสร้างผลลัพธ์หรือสร้างคำตอบจากข้อความที่ป้อนเข้าไป โดยขั้นตอนการอนุมานถูกออกแบบให้เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีเท่านั้น

โปรแกรม AI มีอะไรบ้าง

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างซึ่งแสดงให้เห็นว่าโปรแกรม AI มีอะไรบ้างที่มีใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

ผู้ช่วยเสมือน

การนำทาง

ข้อความและโคด

Siri (Apple)

Alexa (Amazon)

Google Assistant

Cortana (Microsoft)

Google Maps

Waze

ChatGPT

GitHub

Copilot

 

การสร้างภาพและวิดีโอ

การค้นหาและวิจัย

การแพทย์

DALL-E 3

MidJourney

Runway

Perplexity AI

Elicit

Scholarcy

Lunit

IBM Watson Health

Viz.ai

การเงิน

การเกษตร

บริการลูกค้า

Upstart

Zest AI

Darktrace

Prospera Technologies

CropX

Plantix

HubSpot Service Hub

Zendesk AI

Cognigy

AI ใช้ประโยชน์ในด้านใดได้บ้าง

AI เป็นเทคโนโลยีซึ่งสามารถประยุกต์การใช้งานได้อย่างไร้ขีดจำกัด อย่างไรก็ดี สาขาหลักที่ใช้งาน AI คืออะไร ใช้ประโยชน์ในด้านใดได้บ้าง สามารถแสดงได้ดังนี้

1. การแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Healthcare & Life Sciences)

การถ่ายภาพทางการแพทย์เพื่อระบุเนื้องอก กระดูกหัก หรือโรคต่าง ๆ ซึ่งการใช้ AI จะทำให้กระบวนการต่าง ๆ รวดเร็วขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถสร้างแผนการรักษาตามพันธุกรรมเฉพาะของแต่ละบุคคล การคิดค้นตัวยาซึ่ง AI ได้ช่วยจำลองการทำงานของยาใหม่ในร่างกาย ลดเวลาวิจัยจากหลายปีเหลือเพียงไม่กี่เดือน

2. ธุรกิจและการเพิ่มประสิทธิภาพ (Business & Productivity)

AI มีส่วนช่วยในการสร้างโฆษณาเฉพาะบุคคล เขียนข้อความโฆษณา ทำนายแนวโน้มผู้บริโภคเพื่อคาดการณ์ยอดขายและปรับแนวโน้มกลยุทธ์ ในส่วนของการบริหารงานภายในองค์กร ช่วยลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการทำงาน สามารถคัดกรองเรซูเมเพื่อหาผู้สมัครที่เหมาะสม และวิเคราะห์ความรู้สึกของพนักงานเพื่อป้องกันการหมดไฟ

3. การเงินและธนาคาร (Finance & Banking)

AI มีส่วนช่วยตรวจสอบรูปแบบธุรกรรมน่าสงสัยภายในเสี้ยววินาที สามารถประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงินโดยใช้ข้อมูลหลากหลายประเภทมากกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม และทำให้การซื้อขายหุ้นหรือสินทรัพย์ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำด้วยข้อมูลตลาด

4. การศึกษา (Education)

หลายซอฟต์แวร์ในการเรียนใช้ AI ประมวลผลเพื่อปรับระดับความยากตามผลการเรียนของนักเรียน เป็นผู้ช่วยครูในการตรวจข้อสอบแบบปรนัยอัตโนมัติ และให้ข้อเสนอแนะทันทีสำหรับเรียงความ

5. อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries)

AI ช่วยทำให้การสร้างภาพ วิดีโอคุณภาพสูง และดนตรีจากข้อความสั้นเป็นเรื่องง่าย นอกจากนั้นยังทำให้ผู้ใช้งานได้รับชมคอนเทนต์ที่ชื่นชอบอย่างต่อเนื่อง

6. การขนส่งและโลจิสติกส์ (Transportation & Logistics)

AI กำลังทำให้ยานยนต์ไร้คนขับซึ่งขับเคลื่อนเองบนถนนในเมืองกลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งยังวิเคราะห์เส้นทางการขนส่ง รวมถึงทำให้การจัดการสินค้าคงคลังดำเนินไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน

7. ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability)

โดรนและหุ่นยนต์ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการประมวลผลข้อมูลสภาพภูมิอากาศเพื่อทำนายรูปแบบสภาพอากาศและภัยธรรมชาติ นอกจากนั้นในภาคเกษตรกรรม AI ยังมีบทบาทตั้งแต่การเพาะปลูก การจัดการน้ำและปุ๋ย การเก็บเกี่ยว รวมถึงในบางพื้นที่ AI ยังเป็นเครื่องมือที่ใช้แทนแมลงผสมเกสร

คำถามที่พบบ่อย

1 AI มีสติปัญญาเหนือมนุษย์จริงหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์แบ่งระดับความฉลาดของ AI เป็น 3 ระดับ ดังนี้

  1. Artificial Narrow AI (ANI) เป็น AI ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานเฉพาะ เช่น การจดจำใบหน้า ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ทั้งหมดเป็น Narrow AI

  2. Artificial General Intelligence (AGI) เป็น AI ที่สามารถทำงานทางสติปัญญาได้ทุกอย่างเหมือนมนุษย์ ซึ่งอยู่ในระหว่างการพัฒนา และปัจจุบันยังไปไม่ถึง

  3. Artificial Super Intelligence (ASI) เป็นแนวคิด AI เชิงทฤษฎีซึ่ง AI ฉลาดเกินมนุษย์ไปในทุกมิติ ทั้งการแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะทางสังคม


จึงกล่าวได้ว่าปัจจุบันยังไม่มี AI ที่มีสติปัญญาเหนือมนุษย์ เนื่องจาก AI ยังต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมหาศาลในการเรียนรู้ ไม่สามารถเข้าใจโลกได้แบบมนุษย์ และไม่มีความรู้สึกหรือการรับรู้ด้วยตนเอง ถึงกระนั้น AI ก็มีทักษะเฉพาะทางบางอย่างเหนือมนุษย์ เช่น การประมวลผลข้อมูล

2. AI จะมาแทนที่งานของมนุษย์หรือไม่?

มีแนวโน้มว่า AI จะเข้ามาแบ่งเบาภาระงานมากกว่าที่จะมาแทนที่ทั้งหมด AI เก่งในการทำงานซ้ำ ๆ และงานที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก จึงช่วยให้มนุษย์สามารถโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ กลยุทธ์ และความฉลาดทางอารมณ์ได้มากกว่า

3. Prompt หรือข้อความคำสั่งที่ใช้กับ AI ควรมีลักษณะเป็นอย่างไร

การเขียน Prompt หรือข้อความคำสั่งที่มีคุณภาพจะมีผลโดยตรงกับผลลัพธ์ที่ AI ประมวลผลได้ Prompt ที่ดีจึงควรชัดเจนและเจาะจง โดยต้องระบุสิ่งที่ต้องการอย่างตรงไปตรงมา ระบุรายละเอียดให้เพียงพอ เช่น ระบุสไตล์ โทนภาษา หรือรูปแบบที่ต้องการ และควรลองปรับแต่งหลาย ๆ ครั้งเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจมากขึ้น


 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page