top of page

Influencer Marketing คืออะไร ทำไมถึงตอบโจทย์การทำโฆษณายุคใหม่

อัปเดตเมื่อ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

Influencer Marketing คืออะไร

คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมคลิปรีวิวสั้น ๆ บนหน้าฟีดถึงทำให้เราอยากกดใส่ตะกร้าได้ง่ายกว่าโฆษณาตัวโต ๆ บนป้ายบิลบอร์ด สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากสิ่งที่เรียกว่า Influencer Marketing ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทรงพลังที่เปลี่ยนอินฟลูเอนเซอร์ให้กลายเป็นคนดึงลูกค้ามาให้แบรนด์เรา ว่าแต่กลยุทธ์นี้ดีจริงไหม วางแผนยังไงให้เหมาะกับแบรนด์คุณ มาหาคำตอบได้ด้วยกันเลยครับ

หลักสูตรอบรม AI for Business


ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรอบรมการใช้ AI สำหรับองค์กร หรือขอคำปรึกษา รวมถึงสอบถามการนัดหมายเพื่อจัดการอบรม

Influencer Marketing คืออะไร?

Influencer Marketing คือ กลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาดโดยอาศัยอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดีย ที่ใช้ทักษะการเล่าเรื่อง ลำดับเนื้อหา และสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มาเป็นสะพานเชื่อมโยงเรื่องราวของสินค้าเข้ากับชีวิตประจำวันของผู้ฟัง กลยุทธ์นี้จะช่วยเปลี่ยนการยัดเยียดโฆษณาแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นบทสนทนาที่ดูจริงใจ เข้าถึงง่าย และกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น


Influencer Marketing มีบทบาทต่อการโฆษณาในยุคปัจจุบันอย่างไร?

จากเมื่อก่อนที่โฆษณาอยู่ตามป้ายบิลบอร์ดใหญ่ ๆ หรือโฆษณาคั่นทีวี แต่ด้วยวิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไป ทำให้คนส่วนใหญ่ใช้เวลากับคลิปสั้นบน TikTok, Reels หรือ YouTube Shorts แทน ทำให้การโฆษณาแบบเดิมใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ส่งให้ Influencer Marketing กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของการทำการตลาดในยุคนี้ เพราะผู้คนไม่ได้เชื่อสิ่งที่แบรนด์พูดเอง แต่เชื่ออินฟลูเอนเซอร์ที่จริงใจและเข้าถึงง่ายกว่า จากรายงาน The State of Influencer Marketing โดย Influencer Marketing Hub ชี้ว่ามูลค่าการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากหมื่นล้านดอลลาร์เมื่อไม่กี่ปีก่อน แต่ในปี 2024 ได้แตะถึงระดับ 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์แล้ว และมีแนวโน้มว่าจะเติบโตต่อเนื่องในปีถัด ๆ ไป

สิ่งที่ทำให้อินฟลูเอนเซอร์เข้ามามีบทบาทในด้านโฆษณาเป็นอย่างมากนั่นก็คือความน่าเชื่อถือ เพราะคนยุคนี้รู้ทันและเบื่อกับการขายตรง ๆ จากแบรนด์แล้ว แต่อินฟลูเอนเซอร์จะรีวิวจากประสบการณ์จริง ใช้จริง รีวิวแบบมีอินเนอร์ หรือกล้าพูดข้อเสียตรง ๆ ความจริงใจตรงนี้เองที่สร้างความรู้สึกสนิทใจเหมือนเพื่อนมาบอกต่อ พอคนดูรู้สึกอินและเริ่มไว้ใจ ไม่ว่าจะป้ายยาอะไร พวกเขาก็พร้อมจะซื้อตาม ดังนั้น Influencer Marketing จึงกลายมาเป็นกลยุทธ์หลักที่แบรนด์ขาดไม่ได้ในยุคนี้


ข้อดีของ Influencer Marketing มีอะไรบ้าง?

การทำ Influencer Marketing ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำตามกระแส เห็นว่าคู่แข่งทำ เราก็ทำตาม เพราะถ้าคุณยังมองไม่เห็นประโยชน์ของมัน คุณอาจกำลังพลาดโอกาสที่จะเติบโตทางธุรกิจไปอย่างน่าเสียดาย และนี่คือข้อดีที่คุณไม่ควรมองข้าม

  • เจาะตรงถึงกลุ่มลูกค้าตัวจริง: ต่อให้สินค้าของคุณจะเฉพาะกลุ่มแค่ไหน อินฟลูเอนเซอร์แต่ละคนเขามีฐานคนดูที่สนใจเรื่องนั้น ๆ อยู่แล้ว ถ้าคุณเลือกอินฟลูเอนเซอร์ถูกคน โฆษณาของคุณก็จะส่งตรงถึงสายตาคนที่อยากได้สินค้านั้นจริง ๆ ทันที

  • เข้าถึงคนได้แนบเนียนกว่าโฆษณาแบบเดิม ๆ : ต้องเข้าใจก่อนว่าคนในยุคนี้จะเลื่อนผ่านโฆษณาทันทีที่เห็น แต่พอเป็นคอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์ที่เขาติดตาม เขาก็จะเปิดใจรับฟังข้อมูลสินค้าโดยไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดเลย

  • กระตุ้นยอดขายแบบวัดผลได้จริง: อินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้ช่วยให้คนรู้จักแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ยังแปะลิงก์ ปักพิกัดสินค้า ใส่โค้ดส่วนลด หรือจัดโปรพิเศษร่วมกับแบรนด์ ช่วยกระตุ้นให้คนที่กำลังลังเล ตัดสินใจกดสั่งซื้อได้ทันที ทำให้คุณวัดผลลัพธ์กลับมาเป็นตัวเงินชัดเจน

  • ได้คอนเทนต์คุณภาพไปต่อยอดทำโฆษณาได้อีก: คุณไม่ต้องเสียเวลาและงบประมาณไปกับการจ้างทีมโปรดักชันราคาแพงเพื่อถ่ายรูปหรือทำคลิป เพราะอินฟลูเอนเซอร์จะคิดคอนเทนต์ ถ่าย ทำตัดต่อให้เสร็จสรรพ โดยที่แบรนด์สามารถขอลิขสิทธิ์นำคลิปหรือรูปเหล่านั้นไปใช้ยิงโฆษณาต่อได้เลย

  • ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ระยะยาว: การที่อินฟลูเอนเซอร์หน้าเดิม ๆ หรือหลาย ๆ คนช่วยกันพูดถึงสินค้าของคุณบ่อย ๆ จะทำให้แบรนด์ดูมีตัวตน น่าเชื่อถือ และกลายเป็นตัวเลือกแรก ๆ ในใจลูกค้าเมื่อเขาต้องการซื้อสินค้าประเภทนั้น


Influencer Marketing มีกี่แบบ?

ถ้าแบ่ง Influencer Marketing ในไทย ในมุมของการทำงานจริง ๆ จะมี 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ การแบ่งตามจำนวนผู้ติดตาม เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะกับงบประมาณ และแบ่งตามประเภทของคอนเทนต์/กลยุทธ์ เพื่อเลือกใช้ให้ตรงกับเป้าหมายของแบรนด์ โดยแต่ละแบบจะมีข้อมูลแตกต่างกันดังต่อไปนี้

1. แบ่งตามขนาดและจำนวนผู้ติดตาม

การเลือกอินฟลูเอนเซอร์ตามจำนวนผู้ติดตาม เป็นวิธีที่นิยมที่สุดเพราะช่วยให้เจ้าของแบรนด์ประเมินงบประมาณและวางเป้าหมายได้ชัดเจน โดยจะแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้

1.1 Nano-Influencer (ผู้ติดตาม 1,000 - 10,000 คน)

Nano Influencer คือ กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั่วไป คนธรรมดา หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องเล็ก ๆ ที่เริ่มมีคนติดตาม อินฟลูเอนเซอร์ประเภทนี้จะมีความเรียบง่าย ดูเป็นกันเอง การรีวิวจะเหมือนเพื่อนมาบอกต่อเพื่อนมากกว่า จึงเข้าถึงคนดูได้ง่าย มีความน่าเชื่อถือสูง ที่สำคัญคือค่าจ้างไม่แพง หรือบางคนยินดีรับเป็นสินค้าไปทดลองใช้ฟรี อินฟลูเอนเซอร์ประเภทนี้เหมาะสำหรับแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน มีงบจำกัด หรือต้องการเน้นกระแสปากต่อปาก โดยเน้นการกระจายอินฟลูเอนเซอร์ช่วยกันรีวิวเยอะ ๆ เพื่อสร้างฐานความน่าเชื่อถือ

1.2 Micro-Influencer (ผู้ติดตาม 10,000 - 100,000 คน)

Micro Influencer คือ กลุ่มที่มีฐานผู้ติดตามเหนียวแน่น และเชี่ยวชาญในสายงานตัวเองชัดเจน เช่น สายบิวตี้ สายไอที สายอาหาร อินฟลูเอนเซอร์ประเภทนี้จะทำคอนเทนต์ได้น่าสนใจ เป็นธรรมชาติ และมี Engagement จากผู้ติดตามสูงมาก คนที่ติดตามก็จะเชื่อในคำแนะนำและพร้อมซื้อตามง่าย เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการปั๊มยอดขาย ป้ายยากลุ่มเป้าหมายเฉพาะทาง และต้องการความคุ้มค่าที่จะจ่ายเงินจ้าง

1.3 Macro-Influencer (ผู้ติดตาม 100,000 - 1,000,000 คน)

Macro-Influencer คือ อินฟลูเอนเซอร์มืออาชีพที่มีชื่อเสียง มีภาพลักษณ์ดี และผลิตคอนเทนต์คุณภาพสูงใกล้เคียงกับสื่อหลัก อินฟลูเอนเซอร์ประเภทนี้จะมีฐานแฟนคลับกว้าง ขยายการรับรู้ไว และสร้างกระแสให้สินค้าเป็นที่พูดถึงในวงกว้างได้ง่ายกว่าสองประเภทแรก เหมาะสำหรับแบรนด์ที่ต้องการสร้างชื่อเสียง สร้าง Awareness ให้คนเห็นสินค้าเยอะ ๆ ในระยะเวลาสั้น ๆ หรือแบรนด์ที่ต้องการเปิดตัวสินค้าใหม่ให้ติดตลาด

1.4 Mega / Celebrity Influencer (ผู้ติดตาม 1,000,000 คนขึ้นไป)

Celebrity Influencer ส่วนใหญ่จะเป็นดารา นักร้อง เซเลบริตี้ หรือตัวท็อปของประเทศที่มีคนรู้จักทั่วบ้านทั่วเมือง  อินฟลูเอนเซอร์ประเภทนี้จะเข้าถึงคนได้แบบสเกลใหญ่ สามารถยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูพรีเมียมและน่าเชื่อถือขึ้นมาทันที เหมาะสำหรับแบรนด์ใหญ่ที่มีงบเยอะ ต้องการสร้างอิมแพ็กระดับประเทศ หรือต้องการปั้นแบรนด์ให้กลายเป็นที่จดจำอย่างรวดเร็ว


วางแผน Influencer Marketing ยังไงให้เหมาะกับแบรนด์คุณ

การดึงอินฟลูเอนเซอร์มาร่วมงานให้คุ้มค่าที่สุด ไม่ใช่แค่ส่งของไปให้แล้วรอผลลัพธ์ แต่แบรนด์ต้องวางแผนชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้คอนเทนต์ที่ออกมาตอบโจทย์ธุรกิจจริง ๆ โดยปัจจุบันมีเครื่องมือ AI การตลาดเข้ามาช่วยประมวลผลข้อมูลและลดขั้นตอนยุ่งยากลงไปได้มาก ซึ่งคุณสามารถเริ่มต้นวางแผนตามสเต็ปง่าย ๆ ดังนี้

1. กำหนดเป้าหมายให้ชัดตั้งแต่แรก

ก่อนจะเริ่มหาอินฟลูเอนเซอร์ คุณต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าการทำแคมเปญนี้ทำไปทำไม เพราะแต่ละเป้าหมายจะต้องใช้กลยุทธ์แตกต่างกัน ถ้าต้องการให้คนรู้จักแบรนด์เปิดตัวใหม่ คุณอาจจะต้องเน้นไปที่ Macro-Influencer เพื่อเน้นจำนวนคนเห็นเยอะ ๆ ก่อน แต่ถ้าต้องการปั๊มยอดขายหรือเจาะกลุ่มเฉพาะทาง ก็ควรเลือก Micro หรือ Nano-Influencer หลาย ๆ คนมาช่วยกันป้ายยาจะดูตอบโจทย์กว่า

2. รู้ว่าลูกค้าตัวจริงของคุณคือใคร

คุณต้องเข้าใจพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายก่อนว่าพวกเขาเป็นใคร ชอบสไตล์ไหน ชอบอยู่ในแพลตฟอร์มอะไรเป็นหลัก เช่น TikTok, Instagram หรือ YouTube เพื่อที่จะได้เลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่มีฐานผู้ติดตามตรงกับกลุ่มคนที่พร้อมจะจ่ายเงินให้คุณจริง ๆ

3. เลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่เคมีตรงกับแบรนด์

อย่าลืมดูความน่าเชื่อถือของตัวอินฟลูเอนเซอร์คนนั้น สไตล์การทำคอนเทนต์ และโทนการพูดด้วย ว่าเข้ากับภาพลักษณ์ของแบรนด์ไหม ที่สำคัญ อย่าลืมตรวจสอบ Engagement Rate เช่น ยอดไลก์ คอมเมนต์ และการแชร์ก่อนว่าเป็นผู้ติดตามจริง ๆ ไม่ใช่แอคเคาน์หลุมที่ถูกจ้างมาปั๊มยอด ซึ่งในปัจจุบันแบรนด์ชั้นนำเริ่มนำเทคโนโลยี Predictive AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์แนวโน้มผลลัพธ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ เพราะถ้าคุณเลือกอินฟลูเอนเซอร์ได้ถูกต้องและอินกับสินค้าประเภทนั้นด้วยแล้ว คอนเทนต์ที่ออกมาก็จะยิ่งดูจริงใจและป้ายยาได้เนียนขึ้น

แต่ทุกวันนี้จะหันไปทางไหนก็มีแต่อินฟลูเอนเซอร์เต็มไปหมดจนไม่รู้ว่าจะเลือกคนไหนดี ลองใช้ตารางเปรียบเทียบด้านล่างนี้เป็นสูตรลัดช่วยคัดคนที่เหมาะกับแบรนด์คุณกันครับ

ประเภท Influencer

งบประมาณเฉลี่ย/โพสต์

เป้าหมายหลัก (KPI)

จุดแข็งที่ได้

ข้อควรระวัง

เกณฑ์การเลือกให้ไม่พลาด

Nano (1k - 10k follower)

ฟรี - หลักร้อย (ส่วนใหญ่รับเป็นสินค้า)

• จำนวนรีวิวปูทาง

• กระแสปากต่อปาก

รีวิวดูเป็นคนทั่วไปที่ใช้จริง ความน่าเชื่อถือสูงมาก ยอด Engagement จึงสูง

คอนเทนต์อาจจะไม่สวยเนี๊ยบ บรีฟงานยากเพราะไม่ใช่แคสติ้งมืออาชีพ

คัดคนที่ทำคอนเทนต์สไตล์ธรรมชาติ และมีคนไลก์/คอมเมนต์ที่เป็นเพื่อนหรือคนจริง ๆ ไม่ใช่ยอดนิ่ง ๆ

Micro (10k - 100k follower)

หลักพัน - หมื่นต้น

• ปั๊มยอดขาย (Conversion)

• เจาะกลุ่ม Niche

คนตามเชื่อมือในสายงานนั้น ๆ ป้ายยาแล้วปิดการขายง่าย คุ้มค่าที่สุด

บางคนรับงานซ้ำซ้อน ถ้ารับแบรนด์คู่แข่งบ่อยเกินไปคนดูจะไม่เชื่อถือ

อัตรา Engagement ควรเกิน 3-5% และดูว่าผู้ติดตามตรงกับพฤติกรรมของลูกค้าเราไหม

Macro (100k - 1M follower)

หมื่นกลาง - หลักแสน

• สร้าง Awareness

• ดึงคนเข้าเว็บ/หน้าร้าน

งานโปรดักชันเนี๊ยบ ดึงดูดสายตา กระจายข่าวสารได้กว้างในเวลาอันสั้น

ค่าจ้างสูง ยอด Engagement สัดส่วนอาจจะดรอปลงมาเมื่อเทียบกับ Follower

ดูคุณภาพคลิปย้อนหลัง เลือกคนที่มีภาพลักษณ์ส่งเสริมแบรนด์ และมียอดวิวคงที่ ไม่ใช่มียอดแค่คลิปดัง

Mega / Celeb (1M+ follower)

หลักแสน - หลักล้าน

• ยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์

• สร้างกระแสระดับประเทศ

อิมแพ็กสูงมาก คนรู้จักทั้งเมือง ทราฟฟิกทะลักทันทีที่ออนแอร์

ปิดการขายเจาะจงยาก งบสูงมาก ไม่เหมาะกับการเน้นยอดขายตรง ๆ

เหมาะกับแบรนด์ที่มีงบหนา ต้องการสร้างอิมแพ็กเปิดตัวสินค้าใหม่ให้ปังในข้ามคืน

หมายเหตุ: ตัวเลขงบประมาณและยอดผู้ติดตามข้างต้นเป็นเพียงค่าเฉลี่ยเบื้องต้น อาจปรับเปลี่ยนตามแพลตฟอร์ม, สไตล์คอนเทนต์ และเงื่อนไขการนำงานไปใช้ต่อ เช่น การขอสิทธิ์ยิงโฆษณา หรือขอติดสัญญา Brand Ambassador

อยากทำ Influencer Marketing ให้คุ้มค่า ทำไมต้องพึ่งกลยุทธ์ Venture Influencer?

ถ้าคุณไม่อยากหมดเงินไปกับค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์แพง ๆ แล้วต้องมานั่งลุ้นว่าจะได้ยอดขายกลับมาคุ้มไหม แนวคิด Venture Influencer คือทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยเปลี่ยนการทำตลาดแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นโมเดลสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน เพียงแค่เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานที่จะช่วยดัน ROI ของแบรนด์คุณให้พุ่งขึ้นผ่านกลยุทธ์หลัก ๆ ดังนี้

1. ช่วยกระจายความเสี่ยงแบบนักลงทุน VC เพื่อเฟ้นหาคนขายเก่งตัวจริง

การจ้างอินฟลูเอนเซอร์ทีละคนมีโอกาสแป๊กสูง ดังนั้น กลยุทธ์นี้จึงใช้วิธีถอดแบบมาจากวิธีคิดของนักลงทุน (Venture Capital) ที่ยอมรับว่าการลงทุน 10 ครั้ง อาจมี 9 ครั้งที่ไม่เป็นไปตามเป้า แต่ขอเพียงมี 1 รายที่เป็นคนขายเก่งตัวจริง ก็ทำกำไรคุ้มทุนทั้งหมดได้ การเปลี่ยนมากระจายส่งสินค้าให้ Micro-Influencer จำนวนมากมาทำ TikTok Affiliate จึงเป็นทางรอดที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้แบรนด์เจอคนขายเก่งระดับตัวท็อปที่พร้อมสร้างยอดขายเติบโตให้ไวขึ้น

2. ใช้โมเดล Affiliate ร่วมกับ Micro-Influencer เพื่อควบคุมต้นทุน

หัวใจสำคัญที่ทำให้กลยุทธ์นี้คุ้มค่า คือการเลือกใช้ Micro-Influencer ที่มีอัตรา Engagement สูงและป้ายยาคนดูได้ดี ควบคู่กับการจ่ายค่าตอบแทนในรูปแบบ Affiliate Marketing หรือการแบ่งเปอร์เซ็นต์จากยอดขายจริงเท่านั้น แบรนด์จึงไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการจ้างงานแบบเหมาจ่ายที่ไม่การันตียอดขาย และคุมงบประมาณการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. มีโมเดลคำนวณพิสูจน์แล้วว่าดันผลตอบแทน (ROI) ได้สูงถึง 500%

จากสถิติการทำงานจริงพบว่า แม้จะมีอินฟลูเอนเซอร์ 75% ที่ขายไม่ได้เลย และ 20% ที่ขายได้นิดหน่อย แต่ขอเพียงมี 5% ที่เป็น Superstar ก็ดันยอดขายรวมให้พุ่งสูงขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น การส่งสินค้าไป 20 ชิ้น หากมี 15 คนขายไม่ได้ 4 คนขายได้รวม 20 ชิ้น และมี Superstar เพียง 1 คนขายได้ 80 ชิ้น ยอดขายรวมที่ได้กลับมาคือ 100 ชิ้น คิดเป็นผลตอบแทนถึง 5 เท่า (ROI 500%) แถมแบรนด์ยังนำตัวท็อปคนนั้นมาพัฒนาเป็นพาร์ทเนอร์ระยะยาวต่อได้อีกด้วย

4. ช่วยสร้างกำไรยาว ๆ และครองพื้นที่ฟีด TikTok ตัดหน้าคู่แข่ง

นอกจากจะสร้างกำไรกลับมาเลี้ยงตัวเองได้แล้ว การมีคลิปรีวิวจาก Micro-Influencer จำนวนมากกระจายอยู่บนแพลตฟอร์ม ยังช่วยให้สินค้าของคุณยึดพื้นที่บนหน้าฟีด TikTok ถือเป็นการสร้างการรับรู้และกลบแบรนด์คู่แข่งไปในตัว ถึงแม้กลยุทธ์นี้จะต้องใช้เวลาสะสมสะพาน Superstar ราว ๆ 3-6 เดือน และต้องอาศัยการทักหาอินฟลูเอนเซอร์หลักพันคนต่อเดือน แต่ผลลัพธ์ในระยะยาวก็ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนจริง ๆ

5. ปลดล็อกข้อจำกัดด้วยเครื่องมือ Influencer Campaign Automation จาก IM Impower

แม้กลยุทธ์ Venture Influencer จะตอบโจทย์การโฆษณา แต่จุดอ่อนอยู่ที่การใช้แรงงานคนมหาศาลในการทักหาและดูแลอินฟลูเอนเซอร์หลักร้อยหลักพันคน เครื่องมือ Influencer Campaign Automation โดย IM Impower จึงถูกคิดค้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ ผ่านฟีเจอร์ Smart Influencer Discovery ที่ใช้เทคโนโลยี AI การตลาด ในการค้นหาคนที่มีประสิทธิภาพตรงกลุ่มเป้าหมาย และฟีเจอร์ Automated Influencer Collaboration ที่ช่วยทักแชต ข้อตกลง ตรวจคลิป ไปจนถึงติดตามยอดขายให้อัตโนมัติ ช่วยให้แบรนด์รันกลยุทธ์นี้ได้จริงโดยไม่ต้องเพิ่มทีมงาน


ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: ได้วิวไม่พอ ต้องได้ตังค์! เคล็ดลับ ROI 500 % ด้วยไมโครอินฟลูเอนเซอร์ TikTok

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณจะนำ Influencer Marketing มาใช้จริง ๆ คุณจะต้องศึกษาข้อมูลและนำมาปรับใช้อย่างจริงจัง เพราะต่อให้สินค้าของคุณจะดีแค่ไหน หากเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ไม่ถูกวิธี หรือขาดการวางแผนที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคจริง ๆ งบประมาณที่ทุ่มลงไปก็อาจละลายหายไปทันที ดังนั้น การเลือกร่วมมือกับบริษัทพัฒนา AI เพื่อนำระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์ของคุณเข้าถึงใจลูกค้า ปิดการขายได้จริง และเติบโตไปได้ยาว ๆ

 
 
bg-1.jpg

ยกระดับองค์กรและธุรกิจของคุณ ด้วยเทคโนโลยีจาก IM Impower บริษัทพัฒนา AI

IM Impower บริษัท AI พัฒนาและให้คำปรึกษาด้าน AI พร้อมที่จะขับเคลื่อนปลดล็อคองค์กรและธุรกิจของคุณอย่างยั่งยืน ด้วยขุมพลังของนวัตกรรม AI

bottom of page