Nano Influencer คือใคร ทำไมใครๆ ก็เชื่อพวกเขา คัดเลือกยังไงดี
- Joe Apiwit Puangsricharern

- 10 ส.ค.
- ยาว 2 นาที

จากภาพจำเดิม ๆ ของการทำ Influencer Marketing ที่ว่า ต้องจ้างอินฟลูเอนเซอร์ผู้ติดตามเยอะเป็นหลักแสนเท่านั้น แบรนด์ของเราถึงจะรอด แต่ในปัจจุบันธุรกิจหลายแห่งเริ่มเบนเข็มความสนใจมาที่ Nano Influencer กันมากขึ้น คำถามคือ ทำไมอินฟลูเอนเซอร์เล็ก ๆ กลุ่มนี้ถึงเข้ามาดิสรัปชันการตลาดแบบเดิมได้ แล้วพวกเขามีดีอะไรที่อินฟลูเอนเซอร์ตัวท็อปให้ไม่ได้ มาหาคำตอบกันในบทความนี้เลย
หลักสูตรอบรม AI for Business
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรอบรมการใช้ AI สำหรับองค์กร หรือขอคำปรึกษา รวมถึงสอบถามการนัดหมายเพื่อจัดการอบรม
Nano Influencer คือใคร?
Nano Influencer คือ อินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามไม่เยอะมาก ตั้งแต่ประมาณ 1,000 - 10,000 คน จุดเด่นของอินฟลูเอนเซอร์ประเภทนี้อยู่ที่การสร้างคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่าย ให้ความรู้สึกเหมือนเพื่อนสนิทบอกต่อ คอนเทนต์ที่ผลิตออกมาจึงมีความน่าเชื่อถือสูง ผู้ติดตามจะไม่รู้สึกเหมือนโดนยัดเยียดขายของอยู่ แม้จะมีผู้ติดตามน้อยกว่าอินฟลูเอนเซอร์ประเภทอื่น แต่กลับสร้างอิมแพ็คและสร้างยอดขายให้กับแบรนด์ได้ดีกว่า เนื่องจากผู้ติดตามส่วนใหญ่รู้สึกสนิทใจที่จะซื้อหรือใช้บริการตามที่อินฟลูเอนเซอร์แนะนำ
Nano Influencer ทำอะไรบ้าง?
งานหลักของ Nano Influencer ไม่ใช่แค่โพสต์รูปภาพสวย ๆ แต่ต้องบอกเล่าประสบการณ์และสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ติดตามให้เป็นธรรมชาติ สำหรับหน้าที่หลักของพวกเขามีดังนี้
รีวิวและทดลองใช้สินค้าจริง: บอกเล่าประสบการณ์จากการใช้งานจริงแบบตรงไปตรงมา ชี้ให้เห็นข้อดีและข้อควรรู้ เพื่อให้ผู้ติดตามรู้สึกว่าพวกเขาจริงใจและน่าเชื่อถือ
สร้างคอนเทนต์ในสไตล์ของตัวเอง: ทำภาพถ่าย คลิปวิดีโอ หรือข้อความสั้นในรูปแบบง่าย ๆ เป็นกันเอง เข้าถึงง่าย ไม่เน้นจัดฉากหรือโปรดักชันที่ดูเว่อร์วังมากเกินไป
ตอบคอมเมนต์และให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด: พูดคุย ตอบคำถาม หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ติดตามในกล่องคอมเมนต์และข้อความส่วนตัว เหมือนเพื่อนที่ให้คำแนะนำกับเพื่อน
เข้าร่วมกิจกรรมและบอกต่อแคมเปญของแบรนด์: ช่วยกระจายข่าวสารเกี่ยวกับโปรโมชัน สินค้าใหม่ หรือกิจกรรมต่าง ๆ ของแบรนด์ไปสู่กลุ่มผู้ติดตามเฉพาะกลุ่มที่เฉพาะทาง
ข้อดีของ Nano Influencer ที่หลายคนมองข้ามไป
นอกจากความน่าเชื่อถือที่มาจากความเป็นธรรมชาติของอินฟลูเอนเซอร์แล้ว ถ้ามองในมุมของนักการตลาดและผลลัพธ์ทางธุรกิจ จะพบว่า Nano Influencer มีข้อดีหลายด้านจนสร้างความคุ้มค่าคุ้มราคาให้กับแบรนด์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งเมื่อนำมาทำงานร่วมกับ AI การตลาดยุคใหม่ ก็ยิ่งช่วยให้แบรนด์วิเคราะห์ผลลัพธ์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น อ้างอิงจากรายงานเปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบรับด้านผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และประสิทธิภาพในแคมเปญจริง สรุปเป็นข้อดีหลัก ๆ ดังนี้
สร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงกว่าอินฟลูเอนเซอร์เบอร์ใหญ่หลายเท่า: ข้อมูลจากการวิเคราะห์แคมเปญการตลาดพบว่า การเลือกใช้ Nano Influencer สร้าง ROI เฉลี่ยสูงกว่าการจ้าง Macro Influencer หรือ Micro Influencer ถึง 3-5 เท่า แม้ว่าจะใช้งบประมาณน้อยกว่ามาก แต่กลับเปลี่ยนยอดการมีส่วนร่วมให้กลายเป็นยอดขายจริงได้
ประหยัดงบประมาณและเริ่มต้นได้ง่ายด้วยโมเดล Product Seeding: หลายแบรนด์เริ่มแคมเปญกับ Nano Influencer ได้โดยไม่ต้องควักเงินก้อนใหญ่จ้าง เพียงแค่ส่งสินค้าไปให้ลองใช้จริง เพราะอินฟลูเอนเซอร์กลุ่มนี้พร้อมที่จะรีวิวและแบ่งปันความรู้สึกประทับใจลงบนโซเชียลมีเดียอยู่แล้วถ้าสินค้านั้นตอบโจทย์จริง ๆ
กระจายความเสี่ยงของแคมเปญได้ดีกว่า: แทนที่จะทุ่มงบทั้งหมดไปกับดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังเพียงคนเดียว แบรนด์เลือกที่จะกระจายงบจ้าง Nano Influencer ประมาณ 10-20 คนพร้อมกัน นอกจากจะช่วยกระจายข้อความของแบรนด์ไปหากลุ่มเป้าหมายจำนวนมากได้แล้ว ยังเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะค้นพบแบรนด์ และช่วยลดความเสี่ยงจากการจ้างอินฟลูเอนเซอร์แต่คอนเทนต์กลับไม่ปังตามที่หวัง
ได้สิทธิ์นำคอนเทนต์ไปต่อยอดทำโฆษณา (UGC Ads) ที่มี Conversion สูง: คอนเทนต์ที่ดูเป็นธรรมชาติตามสไตล์ Nano Influencer สามารถทำเป็นโฆษณาต่อยอด (Paid Ads) ได้ดีมาก เพราะผู้บริโภคมักจะกดคลิกและตัดสินใจซื้อสินค้าจากโฆษณาที่ดูเหมือนคนธรรมดาใช้อยู่จริง มากกว่าภาพโฆษณาเน้นขายของแบบสตูดิโอทั่วไป
Nano Influencer แตกต่างจาก Micro Influencer กับ Macro Influencer อย่างไร?
เจ้าของแบรนด์หลาย ๆ คนอาจนั่งปวดหัวกับการเลือกอินฟลูเอนเซอร์อยู่ไม่น้อย เพราะในปัจจุบันมีอินฟลูเอนเซอร์หลากหลายประเภทให้เลือก แถมอินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่ก็เกิดขึ้นมาไม่เว้นแต่ละวัน แต่อย่างน้อยที่สุดถ้าคุณแยกความแตกต่างของอินฟลูเอนเซอร์แต่ละประเภทได้ ก็จะช่วยให้คุณคัดคนที่เหมาะกับแบรนด์ของคุณง่ายขึ้น
ข้อมูล | Nano Influencer | Micro Influencer | Macro Influencer |
จำนวนผู้ติดตาม | 1,000 - 10,000 คน | 10,000 - 100,000 คน | 100,000 - 1,000,000 คนขึ้นไป |
จุดเด่นหลัก | เน้นความจริงใจ รู้สึกเหมือนเพื่อนแนะนำเพื่อน | เชี่ยวชาญเฉพาะ น่าเชื่อถือ | สร้าง Awareness ในวงกว้าง |
กลุ่มเป้าหมาย | ชุมชนเฉพาะกลุ่ม | กลุ่มคนที่สนใจหัวข้อเฉพาะทาง | มวลชนทั่วไป |
การมีส่วนร่วมกับผู้ติดตาม | Engagement Rate สูงมาก พูดคุยตอบคอมเมนต์ได้แบบเป็นกันเอง | Engagement Rate ปานกลางถึงสูง ตอบโต้สม่ำเสมอ | Engagement Rate ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับสัดส่วนผู้ติดตาม |
รูปแบบคอนเทนต์ | คอนเทนต์จากผู้ใช้จริง เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน | งานโปรดักชันดูเป็นมืออาชีพขึ้น มีสไตล์ของตัวเองชัดเจน | งานโปรดักชันคุณภาพสูง ภาพลักษณ์ต้องเป๊ะ |
ผลลัพธ์ทางธุรกิจ | มีอัตราการตัดสินใจซื้อสูง ปิดการขายง่าย | ช่วยสร้างการพิจารณาเลือกซื้อ | กระตุ้นการจดจำแบรนด์และการรับรู้เป็นวงกว้าง |
งบประมาณ | ย่อมเยาที่สุด บางครั้งแค่ส่งสินค้าให้ทดลองใช้ก็พอ | ปานกลาง คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเชี่ยวชาญ | สูงมาก |
หมายเหตุ: สถิติและสัดส่วนตัวเลขในตารางข้างต้นเป็นการประเมินเฉลี่ยตามเกณฑ์มาตรฐาน ทั้งนี้อาจยืดหยุ่นไปตามแพลตฟอร์ม โครงสร้างงบประมาณ และบริบทของแต่ละแคมเปญ
แนะนำกลยุทธ์การทำ Nano Influencer Marketing ที่ไม่มีใครบอกคุณ
ถ้าอยากทำ Nano Influencer Marketing ให้ได้ผลจริง ๆ คุณจะต้องคิดให้ต่างจากการทำกลยุทธ์อินฟลูเอนเซอร์สายแมส เราเลยจะมาบอกเบื้องหลังกลยุทธ์เชิงลึกที่นักการตลาดเลือกใช้เพื่อดึงศักยภาพของอินฟลูเอนเซอร์กลุ่มนี้ออกมาให้ได้มากที่สุด
1. เปลี่ยนผู้ซื้อตัวจริงให้กลายเป็น Nano Influencer ของแบรนด์
ลองหาอินฟลูเอนเซอร์จากฐานข้อมูลลูกค้าเก่าที่เคยอุดหนุนสินค้าจริง แล้วชวนคนเหล่านั้นมาร่วมงาน นั่นก็เพราะพวกเขาจะอินหรืออย่างน้อยก็รู้จักแบรนด์มาประมาณนึงแล้ว ทำให้คอนเทนต์ที่ผลิตออกมาเป็นธรรมชาติและโน้มน้าวใจได้สูงมากด้วย
2. กระจายความเสี่ยงให้เป็น
ให้คุณกระจายงบประมาณไปยัง Nano Influencer พร้อมกันทีละ 20-50 คน แทนการทุ่มเงินให้คนเดียว นอกจากจะเพิ่มโอกาสการถูกค้นพบผ่านอัลกอริทึมของ TikTok หรือ Instagram แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงเรื่องคอนเทนต์เงียบได้อีกด้วย
3. บรีฟงานด้วยโจทย์กว้าง ๆ
หลายแบรนด์อาจมีภาพในหัวว่าอยากได้อะไร ประมาณไหน แต่สิ่งที่แบรนด์ต้องการอาจไม่ตรงกับสิ่งที่อินฟลูเอนเซอร์คิดเสมอไป ดังนั้นหลีกเลี่ยงการส่งสคริปต์แบบคำต่อคำหรือบังคับทิศทางมากเกินไป ลองบรีฟแค่ว่า ขายจุดเด่นสินค้าและเป้าหมายของแคมเปญก็พอ วิธีนี้ช่วยให้อินฟลูเอนเซอร์แต่ละคนสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้ง่ายขึ้นและเป็นสไตล์ตัวเองมากที่สุด
4. ซื้อสิทธิ์คอนเทนต์เพื่อนำไปทำโฆษณาต่อ
หากเป็นไปได้ให้ทำตกลงสัญญาขอซื้อสิทธิ์การนำวิดีโอ รูปภาพ หรือรีวิวสวย ๆ ของ Nano Influencer มาใช้ยิงโฆษณาในช่องทางหลักของแบรนด์ต่อ เพราะการยิงแอดโดยใช้คลิปจากคนธรรมดาที่ใช้สินค้าจริงมักมีอัตราคลิกและยอดขายที่สูงกว่าภาพสตูดิโออยู่แล้ว
5. ตั้งเงื่อนไขผลตอบแทนผูกกับยอดขายจริง
เพื่อไม่ให้การจ่ายค่าจ้างยุ่งยากเกินไป แนะนำให้จ่ายค่าจ้างพื้นฐานกับส่วนแบ่งยอดขายที่มาจากลิงก์หรือโค้ดส่วนลดส่วนตัว (Affiliate & Custom Code) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้อินฟลูเอนเซอร์ขยันตอบคอมเมนต์ เพื่อปิดการขาย และคอยดันคอนเทนต์ของตัวเองเรื่อย ๆ
เลือก Nano Influencer อย่างไร ให้เข้ากับแบรนด์ของคุณ?
ถ้าจะเลือก Nano Influencer ให้คุ้มค่าและตอบโจทย์แบรนด์ที่สุด ห้ามดูที่จำนวนผู้ติดตามอย่างเดียวเด็ดขาด เพราะทุกวันนี้ใคร ๆ ก็ปั๊มยอดผู้ติดตามได้ แต่ต้องดูจากปัจจัยสำคัญเหล่านี้ต่างหาก
เช็กระดับการปฏิสัมพันธ์ในช่อง: ลองเช็กยอดไลก์และการพูดคุยในช่องคอมเมนต์ว่ามีคนเข้ามาสอบถามรายละเอียดสินค้าหรือพูดคุยกับอินฟลูเอนเซอร์มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่คอมเมนต์สแปมหรือโฆษณาเว็บพนัน
เลือกคนที่มีไลฟ์สไตล์ตรงกับภาพลักษณ์แบรนด์: ลองดูเนื้อหาที่อินฟลูเอนเซอร์คนนั้นลงบ่อย ๆ ว่า ใกล้เคียงหรือนำมาเชื่อมโยงกับสินค้าของคุณได้ไหม เพื่อให้อินฟลูเอนเซอร์ Tie-in สินค้าได้แบบเนียน ๆ ไม่ขัดกับภาพลักษณ์ทั้งของคุณและเขา แถมยังเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกับที่คุณคิดไว้อีกด้วย
ดูความจริงใจในการนำเสนอคอนเทนต์: อย่าลืมว่าความน่าเชื่อถือคือจุดขายหลักของอินฟลูเอนเซอร์กลุ่มนี้ ดังนั้นคุณควรไล่ดูรีวิวที่ผ่านมาว่าสไตล์การเล่าเรื่องของพวกเขาเป็นอย่างไร พูดตรงไปตรงมาไหม ดูยัดเยียดขายของมากเกินไปหรือเปล่า วิธีนี้จะช่วยให้คุณคัดอินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะกับแบรนด์ง่ายขึ้น
ประเมินคุณภาพของงานภาพและวิดีโอ: จริงอยู่ที่คุณภาพของคอนเทนต์ไม่จำเป็นต้องเป๊ะระดับสตูดิโอ แต่อย่างน้อยที่สุดวิดีโอจะต้องคมชัด มีแสงสว่างเพียงพอ ฟังเสียงพูดชัดเจน และเล่าเรื่องได้น่าติดตามตั้งแต่ 3 วินาทีแรก
ตรวจสอบประวัติการร่วมงานกับแบรนด์อื่น: หลีกเลี่ยงคนที่มีประวัติรับงานซ้อนกับสินค้าคู่แข่งในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน หรือคนที่โพสต์ขายสินค้าสัพเพเหระมากเกินไปจนขาดความน่าเชื่อถือ จับทางไม่ได้สักอย่าง
เคล็ด (ไม่) ลับในการคัดเลือก Nano Influencer ด้วย AI
ถ้าคุณจะต้องมานั่งหาและคัดเลือก Nano Influencer ด้วยตัวเองทั้งหมด คงต้องเสียเวลาและใช้พลังงานมาก ๆ จะดีกว่าไหม ถ้าเราโยนหน้าที่นี้ให้ระบบ AI เป็นคนจัดการแทนทั้งหมด เพื่อให้คุณและทีมงานมีเวลาไปโฟกัสกับกลยุทธ์อื่นได้อย่างเต็มที่ วันนี้เราจะขอแนะนำเคล็ด (ไม่) ลับในการคัดเลือก Nano Influencer ด้วยเครื่องมือ Influencer Campaign Automation จากบริษัทพัฒนา AI อย่าง IM Impower มาดูกันว่าเครื่องมือชนิดนี้จะช่วยให้แบรนด์ของคุณทำงานง่ายขึ้นได้อย่างไรบ้าง
เครื่องมือ Influencer Campaign Automation คืออะไร?
เป็นเครื่องมือ AI การตลาดที่นำระบบ AI เข้ามาช่วยดูแลแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์แบบครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือก ติดต่อ ประสานงาน ไปจนถึงการบริหารจัดการแคมเปญในระบบเดียว ผลลัพธ์ที่ได้คือ ช่วยลดขั้นตอนที่ซับซ้อน ปรับกระบวนการทำงานให้เป็นระบบอัตโนมัติ และยกระดับผลลัพธ์ทางการตลาดได้ตรงตามเป้ามากขึ้น โดยมีฟีเจอร์ที่จะช่วยให้งานคุณง่ายขึ้น 2 ฟีเจอร์ ได้แก่
1. Feature: Smart Influencer Discovery
ฟีเจอร์ช่วยคัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะสมกับแบรนด์ของคุณมากที่สุด โดยใช้เทคโนโลยี Predictive AI วิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับความสอดคล้องของกลุ่มเป้าหมาย ประวัติการทำคอนเทนต์ และประสิทธิภาพในการสร้างผลตอบแทนจริง เพื่อให้คุณมั่นใจว่าอินฟลูเอนเซอร์ที่ได้จะตรงกลุ่ม ตรงเป้าหมาย และสร้างอิมแพ็คให้กับแคมเปญได้จริง ๆ
2. Feature: Automated Influencer Collaboration
เป็นอีกฟีเจอร์ที่จะเข้ามาปฏิวัติการทำงานของทีมการตลาดโดยใช้ระบบการจัดการแบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อความติดต่อ การตกลงเงื่อนไขเบื้องต้น ไปจนถึงการติดตามและประสานงานคอนเทนต์ ซึ่งจะช่วยลดภาระงานเอกสารและการสื่อสารที่ซ้ำซ้อน ทำให้ทีมบริหารจัดการ Nano Influencer จำนวนมากพร้อมกันได้แบบมืออาชีพ
สำหรับใครก็ตามที่กำลังตัดสินใจว่าจะจ้าง Nano Influencer ดีไหม เราอยากให้คุณศึกษาข้อมูลของอินฟลูเอนเซอร์คนนั้นให้ดีก่อน เพราะถ้าเลือกไม่ดี นอกจากจะเสียทั้งเงินและเวลาแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่คุ้มค่ากับเงินหรือสินค้าที่เสียไป แต่ถ้าคุณเลือกคนที่ใช่ เข้ากับแบรนด์ได้จริง ๆ ผลลัพธ์ที่ได้อาจทำให้ธุรกิจของคุณมีฐานลูกค้าที่แข็งแรงและเติบโตไปได้ไกลกว่าที่คิด




